วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

จุดเปลี่ยน เด็กบ้านนอก

บททดสอบ

ขับรถบรรทุก 



 ในกรุงเทพ ครั้งแรกของชีวิต

วันแรกก็โดน วัดใจ ขับรถ บรรทุกในกรุงเทพฯ

 ขึ้นทางด่วน ตั้งแต่ดาวคะนอง

  จ่ายค่าทางด่วนดาวคะนองเสร็จ  

ทางด่วนสมชื่อจริงๆ วิ่งมาไม่ทันไร



 มาติดตรงทางขึ้นสะพานพระรามเก้า
  
เอาละสิรถติดตรงไหนไม่ติด 

มาติดตรงกลางสะพาน

  รถก็บรรทุกของเต็มกระบะ

 รอบข้างรถเต็มไปหมด

  กูจะทำยังไงว่ะ คิดในใจเป็นไงเป็นกัน

  เหยียบ คลัซ เหยียบ เบรก จนเท้าเกรงไปหมด 

ขยับได้ไม่ถึงเมตรก็จอดอีก

  โอ้โห่ รถโยกทั้งคัน แอร์ก็ไม่มี เหงื่อไหลพรากเลยกู

  แต่ใจมันก็ฮึดสู้ 

 เคยขับอยู่แต่กับท้องนา


 ไม่มีไฟแดง ไฟเขียว 

 รถก็ไม่มีติด แต่นี้อะไร 

ทางด่วนแท้ๆยังติด มันตรงกันข้าม

กับบ้านนอก สายลมจริง 

 อย่างงี้ต้องเรียกว่าทางด่วนมาติด 

 กว่าจะผ่านด่านขึ้นสะพาน จนถึงเนินสูงได้

 ต้องใช้ทักษะ แบบคนบ้านนอก 

 เท้าข้างขวาเหยียบเบรก ปลายเท้าแตะคันเร่ง

 ช่างเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น คิดถึงทีไรแล้ว

 มันมีพลัง ในการผ่านบททดสอบที่ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง 

 พอผ่านด่านนี้เท่านั้นแหละ

 โลกทั้งโลกที่เหมือนถูกทับ มันโล่งใจจนบอกไม่ถูก

  ทีนี้แหละ มันส์  


เริ่มจากคนบ้านนอกคอกนา

 มาขับรถเมืองกรุง  ชีวิตที่น่าเบื่อก็เริ่มขึ้น


จาก รถบรรทุกมีเวลา  ( ติดเวลา)

 อื่ม  มันต่างจากบ้านนอกจริงๆ 

ลงทางด่วนมาเจอเลยเวลาวิ่ง ก็ต้องถูกจับ

 และปรับ วิ่งขวาก็ไม่ได้  เจอควันดำก็โดนอีก

  มันชักจะวุ่นวาย

  รถใหญ่นี้มันโดนไปหมด แซงขวานี้นิดเดียวก็โดน

 ใบขับขี  ไม่ต้องพกครับ งานนี้ ฝากไว้ สน.

ใช้ใบสั่งแทน เจอซ้อนใบสั่งก็มีไม่มีเวลาไปเอา 

ขับรถก็ว่าเหนื่อยแล้ว ในจะรถติดเป็นประจำวัน

  งานก็เร่ง ร้อนก็ร้อน  บวกกับใจมันเริ่มจะขุ่น

  หาที่ระบายอะไรไม่ได้  มีที่เดียว คือคันเร่งสิครับ

  ขึ้นทางด่วนทางสะดวกเมื่อใด 

 เป็นต้องจัดเต็ม เหยียบขันเร่งจนมิด 

เร็วไม่เร็วไม่สำคัญ กดคันเร่งมิด 


 ไม่ใช้รถพ่อรถแม่กู

 ซิ่งจนชำนาญไม่มีอะไรน่ากลัว

 มันก็ต้องมีบ้าง แบบว่า ปู๊ดป้าด

 ไม่หลบมีเสียว เพราะรถใหญ่

 มันอึดอัดมาทั้งวัน  วิ่งเปล่าเมื่อไร

 ก็ต้องอัดซิ่ง  ขับมาก็เกือบปี

 ชักเบื่อหน่าย ร่างกายที่แข็งแรง

 ผอมแห้งยังกับคนกินยาบ้ามา

 ขับมาไม่เคยเชี่ยวชน

ถึงจุดเปลี่ยน ออกดีกว่า 

ไม่อยู่ เปลี่ยนงานดีกว่า

 แค่นี้ก็มีประสบการณ์พอแล้ว

 คนอย่างสายลม เลือกงานได้  

อยากมาทำงานแถวๆ ในตัวกลางกรุงบ้าง

เปลี่ยนบรรยากาศ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

บางบอนที่รัก.!!!!


 หน้าตลาดบางบอน


ขี่มอเตอร์ไซค์


 รับจ้างเปลี่ยนอาชีพเป็นนายตัวเอง

จากเด็กบ้านนอก ไม่รู้จักใคร มาเป็นวินมอเตอร์ไซค์

 ขับส่งผู้โดยสาร ได้ค่าจ้างตาม ระยะทาง

 ที่ตกลงกัน ถ้าระยะใกล้ก็ว่าไปตามที่ผู้โดยสารเคยนั่งมาเท่าไหร่ก็ว่าตามกัน 

 วินตรงนี้ก็ดีเสียด้วยอยู่หน้าตลาด ผู้โดยสารก็เยอะเป็นธรรมดา

  แต่ ดันมี 2 กะ เวลา ต้องเช่าค่าเสื้อ วิ่ง  ปี่ ละ 15,000 บาท

 อื่มแต่ก็ลองดู มีรถคู่ใจ 1คันจะไปกลัวอะไร

  ลองอาชีพนี้ดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร 

เวลาเปลี่ยน กะรับ รอบเย็นจาก

 18.00 น ถึงตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น คือ 06.00 น

เส้นทางไม่ต้องห่วง ผู้โดยสารบอกเอง

 ว่าไปตรงไหนตามแต่ละซอย สนุกดี เงินดี อาชีพอิสระ

 อากาศไม่ร้อนเพราะวิ่งทั้งคืน 

  วันเสาร์อาทิตย์ก็จะได้ผู้โดยสารเยอะหน่อย กระเป๋าตังค์ก็ตุงหน่อย

 มีเงินเหลือใช้หักค่าใช้จ่ายแล้วยังเหลือเงินเป็นหมื่นได้

 ตัวคนเดียวเก็บเงินสบายๆ เป็นเจ้านายตัวเอง 

ชีวิตทุกชีวิต  ต้องดิ้นรน

  ทุกๆคนก็ต้องดิ้นรนทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว



วิ่งกลางคืนนี้  ได้เห็นหลายๆอาชีพที่ทำงาน

เย็นกลับบ้านมาแทบจะไม่มีเวลาได้ไปไหน

 เพราะชีวิตเมืองกรุงก้าวไปที่ไหนก็ต้องใช้เงิน  

ออกไปไหนก็ต้องเรียกวินมอเตอร์ไซค์เพราะการเดินเท้าไม่สะดวก

รถราก็เยอะ ยามค่ำคืนยิ่งดึกสงัดผู้คนก็ไปๆมา เหมือนไม่หลับไม่นอน 

 ยิ่งวันอาทิตย์ สิ้นเดือนก็จะเยอะเพราะเป็นวันที่เงินเดือนออก

 ผู้โดยสารทั้งหญิงชาย ก็เดินเต็มไปหมด

 หน้าตาดูแต่ละคนสดชื่นเดินเป็นคู่ๆ ทำให้คนสายลม อดอิจฉาไม่ได้เลย

 นี้หรือชีวิตคนกรุงเทพ ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์

รถคู่ใจจนชำนาญ

 ซิ่งเป็นว่าเล่น ทำเหมือนกับว่ากรุงเทพ

นี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านนอกเราดีๆนี้เอง กลมกลืนตาม สไตล์สายลม



 อยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะสายลมชอบอะไรที่ ท้าทายในชีวิต

เริ่มเห็นอะไรหลายๆอย่าง ในตัวของคนที่อยู่ในกรุง 

 เพราะส่วนมากมีแต่มาจาก ต่างจังหวัด มาทำงาน

 วินมอเตอร์ไซร์คนไหนบริการดีรู้จักพูดคุยดีก็จะมีลูกค้าประจำ

 ให้ไปรับไปส่ง บางทีก็เหมาเป็นรายเดือนเลย ตามแต่ตกลงกันเอง 

 สาวโรงงานกลับมาดึกดื่น ก็จะได้วินมอเตอร์ไซค์ที่ไว้ใจใช้เป็นขาประจำ

  ทุกคนล้วนต้องทำงานเพื่อแลกกับเงินที่เรียกว่า เงินเดือน

 พอๆกับสายลม แต่สายลมไม่มีเงินเดือน แต่เป็นค่าขยันมากกว่า

 บางวันก็รับเยอะแล้วแต่เจอลูกค้าที่มาเรียกใช้บริการตาม คิว ไกลๆ 

ชีวิตสนุกแบบตามประสาวัยรุ่น 

เส้นทางในกรุงเทพแทบจะรู้ทุกซอย 

 วิ่งจนชำนาญ บางวันก็มีแอบมาชมรถแข่ง

 แถวสะพานพระรามเก้า สนุกไปอีกแบบ 

เริ่มจะอิ่มตัว  ไม่ได้ขี้เกียจแต่เห็นว่า 

มันอันตรายชีวิตเสี่ยงตายทุกวินาที

เพราะรถราก็เยอะ ยิ่งดึกๆรถก็วิ่งเร็ว  

อุบัติเหตุ เกิดกับสายลม เหินฟ้าจนกระเดนสลบ เกือบตายตอนเที่ยงคืน

   ทั้งขับชนหมาตอนกลางคืนวิ่งตัดหน้าชนเต็มๆ

แฉลบกระเดนจากรถไถพื้นถนนเป็น 10 กว่าเมตร 

หน้าแหกเกือบเสียโชม ดีที่ใช้วิชา จ่าพนม 

โอ้ชีวิตลูกผู้ชายนี้ สุดๆ


 ว่าลงเรืออยู่กลางมหาสมุทรนี้เสี่ยงตายมากแล้ว

 บนบกนี้ยิ่งหนักกว่าอีก แต่ก็มันส์ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะตัวคนเดียว 

 เห็นรถชนกันตายก็หลายศพ ทะเลาะกัน ตีกันจนเป็นเรื่องปกติ

 แม้แต่ตัวสายลมเอง ก็ยังไม่วายได้ลุยกันกับเพื่อนที่ขี่วินมอเตอร์ไซค์ที่เดียว

  มึงจะตีกันทำไมว่ะ เจอหน้ากันทุกวัน 

สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกัน


 ก็อย่างว่าแหละ เห็นว่าสายลมเป็นคนบ้านนอก

ก็คิดจะข่มกันง่ายๆ มันก็ต้องลองกันหน่อย 

ไม่มีการแยกเอาแค่พอหอมปากหอมคอ   

 อยู่ได้ปีพอดี หมดสัญญา ไม่ต่อดีกว่าชักเบื่อ

 เสียงเกินไป

 อยากลองเข้าขับรถใหญ่บ้าง จะเป็นอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แม่...ลูกขอโทษ


ตอนที่ 15      
                                            " เมื่อถึงเวลาสะสาง "


                เมื่อลูกผู้ชายเหยียบฝัน  






            กล้าที่จะฝ่าฝันสู้แรงต้านรอบข้าง



           ก็ในเมื่อชีวิตเป็นของข้า



          ได้เวลากำหนดชะตาชีวิตข้าเอง

                     
 "ชีวิต เมื่อถึงจุด "

 ที่มันต้องตัดสินใจ

 ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ต้องทน 

ถึงทรมานกล้ำกลืนสุดที่จะทน

 ก็ต้องกัดฟันทนให้ผ่านพ้นไป





ร่างกายที่แข็งแรง  แต่จิตใจที่อ่อนแอ

 ก็ไม่ต่างอะไรกับตึกมหึมาแต่ไม่มีผู้อยู่อาศัย

เมื่อ สะดุ้ง กับ กาลเวลาที่ผ่านไป 

 บวกกับวัยที่แปรเปลี่ยน ตามอายุขัย




 จะรอเพื่ออะไรกัน


เกิดมาพร้อมกับ กลิ่นโคลนสาปควาย

  ผ่านทุกอย่างมามากมายสุดจะบรรยาย  

มีทุกข์ มีสุข

 ส่วนมากมีทุกข์มากกว่าสุข

  เพราะคนทุกคนมันไม่มีวันหยุดที่จะพอเพียง

เริ่ม จากเรา

เวลาผ่านไป ทุกวินาที

  ไม่เคยได้หยุดพักสักที 





 ถึงหยุดพักก็ไม่กี่ชั่วโมง 

 ก็ต้องลุกมาลุยต่อ 

ทำอย่างนี้ซ้ำๆจากวันเป็นเดือน

 จากเดือนก็เป็นปี และก็มาหลายๆปี  




มันอะไรกันนี้ ...

  เกิดมาแล้วดิ้นรนเพื่ออะไร

 ถ้าไม่ดิ้นรนแล้วจะเกิดมาทำไม

ที่ดิ้นรนก็เพื่อไม่อยากอดตาย

 แต่สุดท้ายๆๆๆๆมันก็ต้องตาย

ชีวิตเกิดมาแล้วตาย 

 แล้วจะเกิดมาทำไม .......

จำความได้ นั่งอยู่บนหลังควาย


ควายกินหญ้า 




หันหน้าไปทางทิศตะวันออก

  ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นสู่ท้องฟ้า

  วันนี้ท้องฟ้าโล่งโปร่งสีฟ้านวล

ดวงอาทิตย์ค่อยๆขึ้นที่ละนิด  

นั่งอยู่บนหลังควายเพื่อนรัก ก็นึกคิด




 ใจฉุด คิดถามตัวเองในใจ คนเราเกิดมาทำไม

 เกิดมาแล้วก็ตาย 

 อะไรทำให้คิดอย่างนั้นก็ไม่รู้

 แสงดวงอาทิตย์ ส่องจ้ามาเต็มดวง

 เหมือนรับรู้ว่าข้าคิดอะไร

 ความสุข

ที่ได้มองดวงอาทิตย์




หลายครั้งหลายหน

 มันขึ้นแล้ว มันก็ลง ทุกๆวัน......

มาถึงตอนนี้ก็หลาย 10 ปี

 มันก็ยังทำหน้าที่ ของมันเหมือนเดิม

   ดวงอาทิตย์ ไม่เคย เปลี่ยน 

แต่ตัวข้านี้เปลี่ยน

จากเด็กขี่ควายตั้งแต่จำความได้




 ตอนนี้เปลี่ยนไป 

 ดวงอาทิตย์ มันหลอกข้า 

 ให้หลง มันให้รอๆๆๆๆ มัน

หลอกข้าทุกๆอย่าง 

ว่าพรุ่งนี้ ๆๆๆๆเรื่อยๆๆมันมาแล้วมันก็จากไป

 มืดดับๆ เช้าก็สว่างขึ้นมาใหม่




จนตอนนี้ ข้าก็ยังถูกมันหลอกทุกวี่ทุกวันไป

แต่ต่อจากนี้ไป

 ข้าจะหลอกมัน

 ข้าจะมีชีวิตแค่วันต่อวัน 

ข้าจะไม่เพ้อฝัน

 จะทำงานแข่งกับดวงอาทิตย์




ในเมื่อดวงอาทิตย์มันหลอกให้เสียเวลา

 ที่มีค่ามากมายมหาศาลไปตั้งหลายๆปี 

 ถึงเวลาเสียที 

จุดอิ่มตัวที่ถูกฝังอยู่ข้างใน

กระตุ้นพลังที่อยู่ในใจ

ที่ถูกกดดันอัดแน่นคับแค้นใจมาหลายปี

ทำเพื่อคนอื่นมามากมายพอกันที

นับจากนี้ไป 

"ชีวิตนี้ข้าขอลิขิตชีวิตเอง"



เมื่อ ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เพราะสะสมมาหลายปี 

วันนี้ขอลา เดินหน้าสู่เป้าหมายที่เลือกเอง  

คนอย่างข้าตั้งแต่เกิดมาชอบชีวิตที่ท้าทาย

   เมื่อในชีวิตที่เกิดมาจำความได้ไม่เคยคิดกลัวอะไร

สิ่งที่ตัดสินใจ ในวันนี้ 

ก็เฉกเช่นเดียวกัน 

" เขาว่า  "

 เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ





 แต่ข้าสามารถเลือกเดินเหยียบบน

 "กลีบกุหลาบได้ "

ก็ในเมื่อข้าเลือกเอง  

วันนี้ ถึงจะไม่ใช้วันเกิดแม่ ฉัน  

แม่เกิดวันไหนไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญ


ฉันรู้แต่ว่า แม่ให้กำเนิดฉันมา 

ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ นับจากวันที่ได้ตัดใจมาสู่เส้นทางนี้ 

อยากบอกแม่ว่า ลูกคนนี้ตั้งใจทำเพื่อแม่





ถึงแม้วันนี้แม่ยังไม่รู้ ถึงรู้แม่ก็ไม่ยอมเข้าใจ




ลูกคนนี้รักและห่วงใย ไม่ใช่เฉพาะแต่ในชาตินี้




แม้สิ้นลมหายใจ ลูก คนนี้ก็จะตามปกป้อง

อยู่ เคียงข้าง แม่ ตลอด

ไป....








วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แม่..คิดถึงลูกไหม...?


แม่..คิดถึงลูกไหม...?




                  " คิดถึงแม่ "


อ้อมกอดใดไม่เท่าอ้อมกอดแม่

กว่าจะเติบใหญ่ แม่ต้องคอยประคับประคอง

มือทั้งสองโอบอุ้ม อย่างทะนุถนอม

โอ้... แม่จ๋า

ลูกนี้อยากบอกว่า คิดถึงแม่จริงๆ



  แต่พอเติบใหญ่

ก็ต้องจากกันไปคน ละทิศละทาง

วันเวลาแม้ผ่านมาเนิ่นนาน

ทำให้ คิดถึง แม่

เราเคยลำบากอยู่เคียงข้างกันมาตลอด

 ครอบครัวที่อบอุ่น


ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยเหมือนครอบครัวคนอื่นเขา


         แต่ความสุข ครอบครัวเรา

ไม่มีครอบครัวไหนมาเทียบกับเราได้

อาหารที่แม่ทำให้ลูกได้กิน

 ถึงจะเป็น แค่ไข่ไก่ ครึ่งฟอง

ผสมกับน้ำพริกผงเทน้ำปลา


แล้วคนให้เข้ากัน

ครอบครัวเรา ก็สุขสันต์

 มันเป็นภาพที่สุดจะบรรยาย

 ทั้งที่ อาหารมีแค่ อย่างเดียว

เป็นอาหารที่เลิศรส

มากกว่าอาหารที่อยู่ตามภัตตาคาร

เพราะความทรงจำยังติดตราตรึง

 จะได้อยู่พร้อมหน้าเหมือนเมื่อก่อน

 ไม่เชื่อฟังคำสอน ถึงลูกจะเจ็บ

 อย่างไรลูกคนนี้คงไม่เจ็บเท่าแม่

 เพราะลูกเห็นแม่น้ำตาไหลตลอดเลย


ก็คงไม่ได้แล้ว  

ด้วยลูกทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ

แม่จะเข้าใจลูกไหม

  ลูกคนนี้ไม่เคยลืม

หายคิดถึงแม่เลย


 วันเก่าๆพลังพรูออกมา

ภาพหลายอย่างปรากฎขึ้นมาที่จิตใจ

  ภาพที่แม่เอาไม่เรียวตีลูกคนนี้


 ลูกก็ไม่ยอมวิ่งหนี

ลูกยอมให้แม่ตีโดยดี เพราะลูกผิดจริง

ไม่ร้องไห้แต่คนที่ร้องไห้คือ แม่ที่ตีลูก

  หลายครั้งที่ลูกคนนี้ ดื้อ



คิดถึงแม่ คิดถึงแม่ คิดถึงแม่


อยากบอกว่ารักแม่ มากที่สุด...!!!

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พ่อ..แม่..กำลังบอกอะไร

ตอนที่. 12


                       ครอบครัว สายลม........โตแบบก้าวกระโดด....


   เนื่องจากพ่อเป็นขยัน เดิมที่พ่อมาจากมาต่างถิ่น

 ไม่ใช้คนพื้นเพแถวหมู่บ้านนี้

ตา... พ่อของแม่...

  เป็นอดีต นายห้อยเก่า เป็นผู้ประกอบการ มีอาชีพค้าขาย ควาย

 ส่วนปู่..พ่อของพ่อ ก็เป็น คนค้าขาย

เช่นเดียวกัน ต่างคนต่างรู้จักกันเลยได้เป็นดองกัน พ่อ เป็นหนุ่มต่างถิ่น

  ภาษาที่ใช้ในท้องถิ่นคือ  เว้าลาว  (ภาษาลาว)  ตา เคยเล่าให้สายลมฟังว่า

ตระกูลของตา ทวดเป็นถึงเจ้าเมือง ฝั่งประเทศ ลาว มีประวัติของตระกูลหมด

 ตาเคยพูดและเคยสั่ง ไว้ว่าให้ไปค้น และเก็บเพื่อบอกลูกๆหลานในวันข้างหน้า

ได้รับรู้ไว้ก่อนที่ปู่ตาย  เมื่อปีที่แล้ว ด้วยอายุ 92  ปี ด้วยโรคชรา


ส่วนตา พ่อของแม่..

เป็นอดีตนายห้อย ค้าขายควาย ต้อนฝูงควายมาขายที่กรุงเทพฯ

 ต้อนมาจาก ภาคอีสาน เดินทางเป็นแรมเดือน ระหว่างทางมีการปล้นกันเกิดขึ้น

 หลายครา สายตาสีหน้าตอนที่ตาท่านเล่า จะบ่งบอกถึงความองอาจ กล้าหาญ

 เพราะท่านเป็นชาย ชาติทหารมาก่อน ใช้วิธีการข่มคู่ต่อสู้ ดูชั้นเชิงกัน ถ้าเล่านี้ยาวครับ

 แต่ตามีของดี ป้องกันตัว ไม่งั้นไม่ผ่านป่าดงดิบ ที่ขบวนทีมงานของตา ที่ค้าขายควาย

 มีตายมาหลายศพ ระหว่างการเดินทางมาด้วยพิษของไข้ป่าบ้าง และผีสางนางไม้

ที่หลอกหลอน และที่ดีกว่านั้นตามีวิชาอาคม


  ป้องกันภัยด้วย ทั้งมหานิยม

 พูดไปใครๆก็รัก  และค้าขายก็ได้ดังใจ  ตาจะมีแท่นหิ่งพระไว้ที่หัวนอน  แควนพระหลายรุ่น

 สายลมไปดู  และก็เห็นเยอะแยะ   แต่สายลม...ไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้   (ช่วงตาไม่สบาย)

  ลูกหลานขอของดีจากท่าน.... ท่านจะหวงมาก

ของตานี้ดีจริงๆเคยได้เอาไปใช้ สายลม....เอาขี้ผึ้งที่เป็นตลับยาหม่อง ในตลับเป็นสีน้ำเงิน

ของเขาแรงๆจริง


               สายลม......ได้มาวันแรก โอ้โฮ้....

คืนแรกนอนไม่ได้ครับ......อย่างนี้ต้องแสดงว่าของเขาแรง

ก็ต้องคิดดูว่าอดีตนายห้อยขี่ม้า ต้อนวัวต้อนควายเป็นฝูงๆ 300 กว่าตัว

 แค่นึกภาพก็คงฝุ่นตลบอบอวลเลยละครับ ถ้าเคยดูหนังไทยสมัย

เรื่องนายห้อยทมิฬ ก็คงจะนึกได้



               กลับมาเรื่อง ตลับขี้ผึ้ง 

ใช้ติดต่องาน.. ง่ายดายแบบไม่น่าเชื่อเลย.

 แต่ตาให้คาถากำกับไปด้วยก่อนจะเข้าบ้าน ป้ายขี้ ผึ้งที่ปากแล้วบริกรรมคาถา.........

ที่ให้มา โล่งครับแต่มันชอบมีของแถม ของแถม คือ นารีเข้ามานี้สิ 555  จนตกใจ

ไม่เอาแล้วโว้ย กลางคืนนอนก็มาหลอน ฝันไปทั่วกลางวันกระวนกระวาย

สุดท้ายสายลม... ขับรถผ่านสะพานแม่น้ำมูล แล้วก็จอด เอาขี้ผี้งโยนลงน้ำทิ้งไปเลย

จบกันเลย หลอนดีนัก เพราะของมันแรงครับ (ไม่เชื่ออย่าลบลู่) กลับบ้านมาบอกอา

 ว่าเอาขี้ผึ้งโยนทิ้งลงน้ำไปแล้ว เขาพากันเสียดาย ว่าทิ้งทำไมของดี

 ฮ่า....สายลมคุยไปว่า.... คนอย่างสายลมไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วย ฮ่า......



                 นี้แหละคือต้นตอที่แม่ กับ พ่อได้เจอกันเพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย

 เป็นเพื่อนธุรกิจในการค้าขายเป็นดองกัน ต่างฝ่ายมีลูกหญิงกับลูกชาย

 พ่อพูดภาษาแม่ไม่ได้   เวลาเขาสื่อสารภาษาพูดภาษา เขมรกับแม่บอกว่า

 พ่อได้แต่ยิ้มเพราะฟังภาษาไม่ออก  เป็นคนขยันทุกอย่างเป็นปกติของพ่ออยู่แล้ว

 อยู่ที่บ้าน พ่อเป็นคนโต มีพี่น้องทั้งหมด 13 คน วันที่แม่แต่งงาน

  แม่บอกว่า ยายท้องอยู่เลย  นี่เรื่องจริง



                 บ้านสายลม ทำนาเยอะมากๆ เพราะพ่อจะไปขอคนที่มีนามาทำ

 กรณีเขามีนาเยอะแต่เขาทำไม่ได้หรืออาจทำไม่หมดปล่อยไว้ทิ้งให้หญ้าขึ้นเฉยๆ

 โดยที่ทำสัญญา จำนำนาให้ พ่อก็ให้เงินไป ตั้งแต่สมัย ไร่ 1,000 บาท 30ไร่ก็ 30,000 บาท

ทำทุกปีจนกว่าเจ้าของนาจะมาไถ่ถอนทุนคืนให้เท่าเดิม สมอง ความคิดพ่อนี้สมเป็น

 ลูกชายพ่อค้าเก่าเลย  แล้วทางบ้านสายลมก็จะหาสมาชิกมาช่วยงานโดย

 ไปขอบ้านใครที่มีลูกชาย ที่เขาฐานะไม่ค่อยดีมาให้ช่วยทำงาน หรือ

 เรียกว่าคนงานประจำ ให้เขาทำทุกอย่างเหมือนเจ้าของบ้าน

 เหมือนเป็นคนในครอบครัว เพราะภาระการเติบโตงานในครอบทำคนเดียวทำงานไม่ได้



                ครอบครัวกำลังไปได้ดี แต่!!....แล้วสิ่งที่สายลมไม่คาดคิด และเป็นจุดเริ่มต้นของการ

เปลี่ยนแปลงในวัยเด็กตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา

  มีตำรวจ 2 นายมาถามหาพ่อและเชิญพ่อไปโรงพัก            

 ตอนนั้นพ่อก็อยู่ สายลม มองดูพ่อที่ถูกตำรวจพาไป ขึ้นรถ  สายลมสิ งง

เพราะไม่รู้อะไร ตอนนั้นยังเป็น เด็กอยู่ประมาณ   ป. 3 เห็นแม่ร้องไห้หนักมาก

                ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นกับพ่อ สายลม มาทราบภายหลังว่า

 เป็นข้อหาแจ้งความเท็จ เกี่ยวกับประกันสมาคมสงเคราะห์

โดยมีญาติที่เป็นหมอ และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับพ่อ 3  คนร่วมกัน

และผู้ที่ประกันนั้นเสียชีวิต แต่ยังไม่ถึงกำหนดเลย ระยะเวลา

ที่มีเงื่อนไขในการจ่ายทุนประกันสมาคมสงเคราะห์ เหลือแค่ 2วัน เลยพากัน

 ไปแจ้ง วันมรณะ ช้าเพื่อจะหวังเอาทุนประกัน และมีการ

ไกลเกลี่ยแต่ต้องมีคนใดคนหนึ่งต้องถูกจองจำในเรือนจำ

 แม่บอกว่า..ฝ่ายหมอและผู้ใหญ่ต่างขอร้องไห้



พ่อติดคุกแทน....

  โดยอ้างว่าตัวเองเป็นข้าราชการ และจะส่งเสียจ่ายค่าเลี้ยงดูครอบครัว

ให้เดือนละเท่านั้นๆเท่านี้ สุดท้ายก็เลยจำยอมเพราะความเห็นใจ

และเสียสละทั้งที่ครอบครัวกำลังที่จะเริ่มต้นไปได้ด้วยดี คน 2 นั้น

ที่ตกลงว่าจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้นั้น แม่บอกว่าไม่ได้สักบาท

 พูดด้วยความแค้นแบบไม่อยากให้เอ่ยถึง  เหมือนคนคลื่นไส้


 พ่อติดคุกหลายเดือน

ตามกฎหมาย มีลดโทษให้เรื่อยๆ จนได้อิสระภาพในวันต่อมา

 พ่อเล่าในช่วงที่ถูกจับตัวไป ด้วยเหตุบังเอิญ หรือบุญบันดาลอะไรไม่ทราบ

เพราะว่าในคุกก็จะต้องมีเจ้าถิ่น ใครที่โดนจับเข้าคุกจะต้องถูกต้อนรับน้องใหม่

แบบจัดเต็ม นี้ขนาดเมื่อก่อนมีแบบนี้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ยิ่งมีหนักกว่านี้อีก

 แต่โชคดีที่ คนที่เป็นหัวหน้าหรือเจ้าพ่อในคุกนั้นเป็นคนบ้านเดียวในหมู่บ้าน

 แม่นั้นเอง พ่อบอกว่าพี่คนนั้นเห็นก็มาถามไถ่ เรื่องราวต่างๆถ้าไม่งั้น

พ่อก็จะถูกต้อนรับน้องใหม่แบบจัดเต็ม  พี่คนนี้เป็นเสือเก่าได้รับฉายาว่าพี่ เสือ

 จะมีลูกน้องอยู่ในนั้น คดีมากมาย แต่สุดท้ายพี่คนนี้ก็ออกมาจากคุกตามพ่อ

 มาอยู่ด้วยอีกหลายปี พ่อไม่เคยลืมบุญคุณคน พ่อเล่าถึงว่าถ้าไม่ได้พี่คนนี้

 พ่อคงถูกเขาซ้อมทารุณไม่น้อยเลย แต่พ่อไม่ได้โดนอะไรเลย ในคุก


 มีการสอนวิชาชีพ 

 เป็นเวลาที่ พ่อ......

ได้เข้ามาอยู่กลับเรียนรู้เหมือนได้มาฝึกวิทยายุทธ์ที่นี้ 

ถ้าเคยเห็นสินค้าที่เอามาขาย

 โดยจากเรือนจำต่างๆนั้นแหละครับ 

เรือนจำเขามีการสอนอาชีพอยู่ในนั้น  พ่อบอก



                    ย้อนมาในจุดเปลี่ยนแปลงของ

 สายลม....เมื่อไม่มีพ่ออยู่....

ครอบครัวขาดเสาหลักอยู่กันไม่พร้อมหน้า.....

แม่จากคนที่ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว ก็เงียบครึม มองเห็นน้ำตาแม่ซึม

แต่ท่านจะซ่อนไม่ให้เห็นแล้วก็เดินออกไป

สายลม...เริ่มมีโลกส่วนตัวไม่พูดอะไรออกจากปาก

 แต่ข้างในเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคับแค้นใจ

 ที่ครอบครัวต้องมาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายในตอนนั้น

ภาพประกอบ

 2 แม่ลูกกินข้าวด้วยกัน

เราเคยกินข้าวพร้อมกัน 3 คนพ่อแม่ ลูก

แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 คนแม่ทานข้าวไม่ลงน้ำตาไหลมาแทน

 บอกให้สายลมทานข้าวไป แม่ทานไม่ลงน้ำตาก็ไหล

 สายลม......ทำไมมันต้องมาเกิด กับครอบครัว กู ด้วยว่ะ.



หลายๆครั้งที่เห็นไม่เฉพาะตอนกินข้าว

  แต่ก็จนสามารถเดาได้ว่าในช่วงนี้แม่กำลังเสียใจ

สายลม..... ความคิดต่างๆเข้ามาในจิตใจ  ชอบอยู่คนเดียว


 ทำทุกอย่างที่ทำได้  ทำไม่ได้ก็จะทำ  เพราะทุกอย่าง

สายลมเรียนรู้จากพ่อเยอะ  เห็นพ่อทำให้ดู

สายลม.....แกร่งขึ้นเรื่อยๆตามวัย

เป็นคนพูดน้อย เพราะมีโลกส่วนตัว  เป็นเด็กทีไม่ยอมใคร ถึงจะตัวเล็กกว่าก็ไม่กลัว

  มีครั้งหนึ่ง.....

"กูไม่กลัวมึง "


 ยายมาเล่าให้แม่ฟังว่า ไม่รู้ลูกใครกอดฟัดกอด

เหวียงกันคลุกฝุ่นตะลบ  อบอวนไปหมด  เพราะเป็นดินร่วนปนทราย

  เหมือน หมามันฟัดกันไม่ยอมกันยายร้อง แยกๆให้เลิกกันพอมาถึงใกล้

 ที่ไหนได้ นี้มันหลานกูเอง..

แยกออกก็ยังไม่ออกเหนียวกะปลิง  ดินเต็มทั้งคู่ ไม่มีร้องไห้ สาเหตุ

 พี่ชายลูกป้าที่อยู่บ้านข้างๆติดกัน จะชอบมาข่มเหง อย่างโน้นอย่างนี้

ในฐานะเป็นพี่ ชอบสั่ง แต่สายลม....ไม่ชอบคนสั่ง ก็เลยได้ปะทะกัน

ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน แต่เราก็เคยร่วมงานกัน แต่สักพัก

 ก็ไม่ลงรอยกัน ด้วยความคิด ต่างคนต่างมีทิฐิ ว่าข้าก็แน่ไม่ยอมกัน


                 สายลม.....ไม่ค่อยพูดกับใคร  เดินผ่านญาติยังไม่พูด

   เหมือนคนใบ้ แต่มีโลกส่วนตัว   ไม่เคยน้อยใจ เข้มแข็ง เพราะมีต้นแบบ

 คือแม่และพ่อ แม่จะสอนทุกวันเวลาที่เข้าห้องนอน จะพูดไปพร้อมกับเสียงเครือๆ

เวลามันจุกพูดไม่ออก


สายลม.....ถึงจะหลับแต่ก็ปิดหูไม่ได้

"คำพูดที่แม่สอนพร้อมกับเจ็บใจ"

และปวดร้าวไหลไปกองรวมกัน ในจิตใจสายลม


 ญาติๆจะแวะเข้ามาถามไถ่ ลุงป้าและคนรอบข้างที่รักพ่อ

เพราะพ่อเป็นคนที่ไม่เคยทะเลาะกับใคร สายลมไม่เคยไปเยี่ยมพ่อเลย

 เพราะการเดินทางลำบาก และแม่ก็ไม่ให้ไปด้วย



                หลายเดือนต่อมา

 พ่อกลับบ้าน ครอบครัวเราเหมือนได้ครอบครัวเดิมกลับมา

 พ่อได้ตั้งหลักใหม่ พร้อมกับความเก็บกดที่เต็มไปด้วยคับแค้นใจ

 เหมือนเสียเวลาทำมาหากิน และคนดูถูกเพราะพ่อเป็นคนต่างถิ่น

 งานนี้พ่อทำทุกอย่างเป็นเสต็ป    พ่อคงไม่รู้หรอกว่า  ช่วงที่พ่อไม่อยู่นั้นสายลม...

 ลูกพ่อคนนี้เปลี่ยนไป ทั้งร่างกายจิตใจแข็งแรงและกล้าแกร่ง

พร้อมแล้วที่ลุยกู้ศักดิ์ศรีครอบครัวคืนมา


                 เมื่อพ่อกลับมา พ่อเปลี่ยนไป พ่อกินเหล้าเมา

 เพราะเข้าสังคมกับคนในหมู่บ้านเหมือนประชดชีวิตที่ผิดพลาด

 เมื่อเมาได้ที่ก็ร้องเพลงในวงเล้า ลุกขึ้นฟ้อนรำ ไม่อายใคร

สนุกสนานเบิกบานเหมือนคลายระบายอารมณ์

แต่....พ่อไม่รู้หรอกพ่อกำลังทำร้ายจิตใจ

สายลม.....ด้วยที่ถูกเขาล้อเลียนพ่อว่าฟ้อนอย่างโน้นอย่างนี้

จากคนที่ไม่ค่อยพูดยิ่งแต่จะเงียบขึ้นไปอีกหลายเท่า

 สายลมเห็นพ่อฟ้อนรำทำเพลง เพราะแม่ให้ไปตามพ่อมากินข้าว

 ภาพที่เห็นถูกบันทึกลงในจิตใจ

 และประกาศในใจว่า

"กูจะไม่กินเหล้าเหมือนพ่อเด็ดขาด"


เสียงคนในกลุ่มหัวเราะ ชอบใจที่พ่อร้องเพลงและฟ้อนรำ

เอวพ่อ อ่อนแอ่นเวลาพ่อเมาเหล้า  เสียงในวงเหล้าบอกพ่อนั้น

 ลูกมาตามแล้ว  พ่อหันหน้า ยิ้มแบบเหมือนอายแต่ก็ไม่ว่าไรต่อ

 สายลมเดินไปใกล้    พูดแบบไม่พอใจ “ พ่อแม่ให้มาตามไปกินข้าว”

พ่อถึงจะสนุกสนานขนาดไหนแค่เห็นหน้าลูก เห็นคนในครอบครัวมาอาการเมา

 ทุกอย่างที่สนุกสนานกับคนในกลุ่มเริ่มค่อยๆหยุด

 แล้วมาใส่ใจคนในครอบครัวทันที

พ่อเดินกลับแบบไม่มีเสียดายในวงเหล้าเลย  และพ่อไม่เคยตวาดลูกต่อหน้าเพื่อนบ้าน

  นี่แหละพ่อฉัน เดินใกล้ๆพ่อเพื่อจะล้ม  แต่สิ่งที่ได้ยินจากปาก พ่อ.. พ่อไม่ได้เมา


ฮ่า.....ถึงจะเสแต่ไม่ให้ลูกประคองคล้ายกับว่า

 กินเอง เมาเองทำตัวเองก็รับผิดชอบตัวเองได้  สายลมเดินข้างๆ

 ทุกอย่างสังเกต  พ่อเรา พ่อถึงบ้านแม่ รอกินข้าวอยู่จัดเต็มสาไม่พูดอะไรเลย

 ตั้งหน้าตั้งตากินข้าว แม่กินข้าวไปพูดบ่นพ่อไป “ เรื่องกินลงกินเหล้า

 ไม่จักอายชาวบ้านเขา ” หน้าแม่ดุ..พ่อตอบแค่


อื่ม....เพราะว่าพ่อเป็นคนต่างถิ่น

  การที่กินเหล้ากับคนในหมู่ก็เป็นการให้เกียรติกัน

 แม่บ่นไปด้วยแล้วก็หันหน้ามาทางสายลม   “ดูพ่อเองไว้เป็นไง....เป็นไงละ”

 แล้วแม่ก็จะพูดเรื่องตอนที่พ่อไม่อยู่  บ่นไปน้ำตาแม่ไหลไป.....

 สายลม....เหมือนถูกกระตุ้นจิตใจนึกถึงตอนช่วงนั้น....เงียบ

มีหน้าที่กินข้าวก็กินแต่หูฟัง 


 แม่พูดนานพอ พ่อเอ่ย.....ถึงจะกินเหล้า

 แต่ก็ไม่เสียสติ และก็ไม่ได้เสียอะไร......หยุด....แม่กำลังจะอ้าปากพูด....

พ่อพูดต่อ เมื่อกี่ซื้อได้ตกลงซื้อนาคนนั้น.....

แต่ไม่ให้บอกใคร แม่ถามกลับทันที่ นาใคร...... เป็นอันว่า

สายลมเข้าใจ.....ถึงการเข้าสังคม แต่ก็ไม่เสียเปล่า พ่อเป็นแบบนี้หลายครั้ง

 ที่สวน ที่นา   และซื้อวัว  ซื้อควาย  ครอบครัว  รายได้เข้ามา



                    สายลม...ทำงานอย่างเดียวไม่สนใจอะไร แค่แม่บอกให้ทำอะไร

 ไปไหน ทำได้หมด รับจ้างก็ทำทุกอย่าง หนักขนาดไหนไม่มีถอย

 ลุยอย่างเดียว พอได้เงินจากการขาย อะไรก็แล้วแต่

 จะให้แม่หมดทุกบาททุกสตางค์ 



แต่เวลาจะซื้ออะไรต้องขอแม่....

แม่จะซัก เอาไปทำอะไร โน้นนี้นั้น ส่วนมากพ่อจะขอตังค์ใช้ แค่

 ซื้อยาเส้น มาสูบเท่านั้น แม่ชอบพูดต่อหน้า เงินทองไม่ใช่หามาได้ง่าย

 จะซื้ออะไรก็ดูก่อนเพื่อประโยชน์อะไร 

แม่...ชอบอ้างคนที่เขามีฐานะให้ฟังทันทีว่า

 เห็นไหมลูกเขาไม่เห็นเขาซื้ออะไร  แม่ชอบใช้บุคคลที่ 3 มาใช้ดักลูก

  จบครับ ขอเท่าไหร่ได้เท่านั้น กว่าจะได้ก็ต้องสอนก่อนแม่ขยันไม่อยู่นิ่ง

 พ่อก็ไม่อยู่นิ่ง เรามีคนงานมาช่วยแบ่งเบาในครอบครัวหลายปีฐานะไม่ได้รวยมากแต่

 ก็ติด 1 ใน 3 ของคนในหมู่บ้าน




ครูที่สอนให้รู้เรื่องการบริหารจัดการในบ้าน

 คือแม่ นี้แหละมั่งที่โบราณท่านว่าอยากรวยให้เมียถือเงิน

 หรือกลัวเมียนั้นเอง  พ่อเป็นต้นแบบของความอดทน อดกลั้น

 และมองไกล เป็นต้นแบบที่ดีไม่พูดแต่ทำให้ดู

ติดตามตอนต่อไป..........