ลูกผู้ชายต้องบวช
ประเพณีบวชนาค แห่ด้วยขบวนช้างผ่านไป
ต่างก็ได้บุญกันถ้วนหน้า แต่คนที่ปลื้มมากก็คง เป็น แม่ พ่อ ของนาคเอง ที่ได้เห็นชายผ้า
เหลืองของลูกชายบวช คำของพ่อได้พูดไว้ก่อนบวช.. ตอนที่นั่งพร้อมกันหน้ากัน
พูดขึ้นว่า "บวชแล้วก็ต้องตั้งใจเรียนศึกษาธรรม ให้รู้ร้อนรู้เย็น ตั้งใจปฏิบัติตนเองดูแลวัด
จะทำเหมือนตอนยังไม่ได้บวชไม่ได้ เป็นพระทำตัวให้ไม่น่าเคารพ กูไม่สนกูจะเตะเอา"
(ภาษาพ่อขุนราม)
พ่อ ..เคยบวชมาหลายพรรษาและเป็นนักเลงเก่า เคย เล่าให้ฟังว่า
โดนรุม 5 ต่อ 1 ยังจัดจิ๊กโก๋มาแล้ว พ่อเป็นคนโต
ในลูกทั้งหมด 13 คน พี่น้องจะให้ความเคารพและกลัว เพราะเป็นคนจริง
ทำอะไรทำจริง พูดน้อย แต่เวลาพูดมาแต่ละคำ แก่นแท้เลย แต่ใจดียิ้มง่าย
เป็นคนขยัน และฉลาด มีของแถม น่าตาดี หรือพูดง่ายๆ รูปหล่อนั้นเอง
ตระกูลพ่อ กว้างขวาง เป็นตระกูลที่ใหญ่และมีฐานะดีกว่าเขาในหมู่บ้านก็ว่าได้
จึงไม่แปลกเพราะ ปู่ เป็นคนขยัน ย่าทวด อายุ 113 ปี สติท่านดีมากใจบุญมากๆ
สูบบุหรี่ยาเส้นด้วย ที่ว่าใจดีมีครั้งหนึ่งเห็นกับตา ช่วงนั้น มีขอทานมาขอข้าวสาร
ท่านก็จะเรียกดีๆ ทานข้าวหรือยังหาอะไรให้ทาน (คำว่าขอทาน) บางคนในหมู่บ้าน
ไม่มีไร่นาไม่รู้จะทำอาชีพอะไร ก็จะเดินขอทานตามหมู่บ้าน ส่วนมากชาวบ้านมีอาชีพทำนา
ก็จะตักข้าวสารให้ 1-2 ชาม แล้วแต่เจ้าของบ้าน ทุกวันก็ยังมีอยู่
กลับมา ...
ปู่กับย่าไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และที่สำคัญ เป็นต้นบุญต้นบุญแบบให้ลูกๆหลานๆ
ตรงที่รักบุญ ถือศีลแปด ทั้ง 2 คน วันปกติอยู่บ้าน ก็จะสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นเหมือนอยู่วัด
นั่งสมาธิ วันพระใหญ่ก็จะพากันไปนอนที่วัดรักษาศีลแปด หลายครอบครัวในหมู่บ้าน
นี้แหละเมืองพุทธ รักบุญ ใส่บาตร ทำบุญทุกวัน บรรยากาศสดใส ตื่นเช้าก็ได้ทำบุญ
บ้านใกล้ๆ ก็ตะโกนเรียกกันใส่บาตร เป็นครอบครัว ชวนกันมานั่งรอข้างถนนหมู่บ้าน
เพราะพระที่บิณฑบาตรก็ลูกๆหลานๆ ตัวเองทั้งนั้น บรรยากาศก็เป็นไปด้วย บุญบันเทิง
เชื่อกันว่า เช้าๆ ต้องใส่บาตรพระก่อน ก่อนที่ตัวเองจะได้กิน อาหารใส่บาตรก็จะเป็น ข้าวสวยร้อนๆ ตักจากหม้อข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ
ควันไอข้าวหอมมะลิ เตะจมูกหอมๆๆ อาหารหลากหลาย มากมาย
ชาวบ้านก็จะเรียกเด็กๆ ลูกหลานช่วยถ่ายบาตร และช่วยหลวงพ่อหลวงตาหลวงพี่
หรือไม่ก็มีรถเข็นตาม ส่งถึงวัด หลวงตา ก็จะให้ขนมเด็กๆ
นี้แหละวิถีชิวิตบ้านนอกแบบเบิ้ดๆ
การฝึกตัวของพระภิกษุ หลวงพ่อเจ้าอาวาสจะเคร่งและเคี่ยวเข็ญ
จับกลุ่มคุยกันไม่ได้ตอนกลางคืน ต้องท่องมนต์และต้องสวดดังให้ได้ยิน
ต่างแยกย้ายถือไฟฉายพร้อมหนังสือสวดมนต์ไปคนละทิศละทาง
เสียงสวดดังกังวาน ยามค่ำคืนที่เงียบสงัด แต่ชาวบ้าน เขาชิน
เพราะเป็นปกติทุกๆ รุ่น บางครานั่งคุยกันไม่ได้ ต้องระวังเจอหางกระเบนฟ้าดลงกลางวง
ได้แผลก็มี ทั้งเจอลูกหนังสติ๊กก็มี จริงๆ แล้วถามว่าไม่มีใครสู้หรือ
( ถ้าโดนทุกวัน) ไม่มีใครกล้า เพราะหลวงพ่อท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี
และเคร่งมาก ชาวบ้านศรัทธา และมีลูกศิษย์มากมายได้ดิบได้ดี เป็นเจ้าคนนายคน
ก็เพราะได้มาบวชเรียน ถ้าภาษาคนโบราณ ตอนไม่บวชก็ยังเหมือนมะม่วง ดิบ
แต่พอบวชแล้วก็จะเหมือนมะม่วงที่สุกหวานอร่อย
หลังจากทำวัตรเย็นพร้อมกันหลวงพ่อก็จะอบรมเรื่องวัตรปฏิบัติของการเป็นพระ
เพื่อไม่ให้เป็นหนี้โยม ทำตัวอย่างไร จะไปไหนมาไหนต้องกราบลา
หลังจากกลับมาก็ต้องมากราบ นี้แหละครับ
ถึงช่วงฤดูทำไร่ทำนาบางทีพ่อแม่ไม่มีคนช่วยทำนา
พระท่านก็ไปช่วย ดำนาพ่อกับแม่ แต่..ไม่ใช่ไปไถนาน่ะ
เพราะใช้ควายไถนา ลองพระไปไถรับรองโดนไอ้ตู่(ควาย) ไล่ขวิดแน่ๆ
ถอนกล้าช่วยเหลือเป็นบางวันไม่ใช่ทุกวัน แต่ต้องกลับวัด
ทุกอย่างอยู่ที่หลวงพ่อ
เสร็จทำนา
ก็จะเรียน นักธรรมเหมือนเช่นปัจจุบัน อย่างน้อยต้องจบ นักธรรมตรี
การฝึกตนของการเป็นพระสิ่งที่จะได้ข้อคิดและโดนใจก็คงจะเป็นเรื่อง
การไปสวดงานศพแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเมื่อก่อนใช้เกวียนลากไม่มีรถเหมือนทุกวัน
และไม่มีโลงสำเร็จ ต้องให้คนลากเกวียน โดยมีโลงศพอยู่บนเกวียน
พระ 4 รูปก็จะยืนบนเกวียนทุกมุม ระยะทาง ที่ไปป่าช้าหมู่บ้าน ห่างก็ประมาณ 3 กิโลเมตร
ส่วนมากศพคนตายไม่นิยมเผาจะฝังดินไว้ 2-3 ปี แล้วก็จะขุดขึ้นมา เพื่อเก็บกระดูกทำบุญ
ช่วงที่ยืนรออยู่ขอบหลุมศพ เพื่อสวดชักดึงศพขึ้นมานี่สิ
มันจะเกิดอะไรขึ้นกับพระคุณเจ้า.....
( ติดตามตอนต่อไป)








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น