กราบพระธุดงค์...!!!
นึกแล้วปลื้มใจไม่รู้ลืม ตอนเป็นเด็ก 7ขวบ
เหมือนกับเหตุการณ์ เพิ่งผ่านสดๆร้อนเลยเรื่องมีอยู่ว่า พ่อกับแม่พากินข้าวเสร็จ.ก็ให้แต่งตัวไปโรงเรียนในหมู่บ้าน
ประมาณ 1 กิโลเมตร เดินแบบตามประสาเด็กๆนักเรียนตัวเล็ก เดินคนเดียว
เพราะเป็นทางทางเดินในหมู่บ้าน เดินมาถึงประมาณกลางหมู่บ้าน
ภาพที่เด็กตัวน้อยๆเห็นตอนนั้น เป็นภาพที่ ทำให้ติดตาติดใจฝังลึกลงในใจ
และน่าเคารพเลื่อมใสอย่างมาก ภาพข้างหน้าคือ พระธุดงค์เดินแบกกลดสะพายย่าม
ห่มผ่าจีวรสีเม็ดมะขามเข้ม อายุราว 45 ปีหน้าตาผ่องใส เดินสวนทางมาพอดี
เด็กน้อยๆคนนี้ทำไง ครับ... นั่งลงคุกเข่า พนมมือ และกราบๆๆ พระธุดงค์ท่านก็หยุด
แล้วหันมาทางเด็กน้อยที่กำลังก้มกราบ ครั้งที่ 2-3 กราบ 3 ครั้ง ภาพพระธุดงค์
ท่านยิ้มให้แล้วท่านก็พูด ... จำไม่ได้ ณ ตอนนั้นเด็กน้อยคนนั้น
มีความรู้สึกแบบอบอุ่นมาก บอกไม่ถูก ดีใจมาก ใจพองโต ได้กราบพระธุดงค์
มีความเลื่อมใสมาก อยากเป็นเหมือนท่าน และต้องทำอย่างท่าน พอถึงโรงเรียน
ก็โม้ให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันฟังว่า กูได้กราบพระ ธุดงค์เมือกี้ ไม่จบแค่นั้น
ภาพมันติดตาตรึงใจเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน ตะโกนบอก แม่ๆๆผมเจอพระ
และได้กราบพระธุดงค์ด้วย... แม่ยิ้ม บอกดีแล้วลูก !!!
แล้วก็ผ่านไป....ต่อ
พี่ชายลูกพี่ลูกน้อง บวช แล้วไปอยู่ที่ สำนักจิตภาวัน จ.ชลบุรี ปฏิบัติเดินธุดงค์
นอนกลด เห็นภาพที่พี่ท่านถ่ายมาให้ดู นั่งตากแดด โอ้โฮเห็นภาพแล้วใจพองโต
ถ้าได้บวชจะไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่นี้แหละ เพราะใจเห็นจีวรพระแล้วมีความรู้สึกว่าชอบ
และอยากใส่ ที่เลื่อมใสกว่านั้น เพราะท่านเป็นพระหนุ่มบวชยังไม่ถึงพรรษา
แต่ศีลาจริยวัตรท่าน ดีมาก แล้วท่านก็มาอยู่ที่วัดในหมู่บ้าน ที สำคัญ ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสองค์ก่อนหน้าท่านไปสร้างวัดใหม่ เพราะท่านชอบสร้างวัด
และเป็นพระมาจากประเทศ กัมพูชา มีวิชาอาคม รักษาคน เจ็่บป่วยไข้
รักษาทางคุณไสยต่างๆ ได้ ท่านมีโยมมานิมนต์ไปสร้างอีกที่หนึ่ง
วัดในหมู่บ้านก็เลยว่างพอดี เราได้โอกาสก็จะไปขลุกอยู่กับพระพี่ชายเกือบทุกวัน
ก็ว่าได้ แล้วพระพี่ชายก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมต่างๆให้ฟัง
ยาวมาก แต่ก็ชอบ จึงรู้ว่าเราถูกปลูกฝังต้นสัมมาทิฐิในใจแล้ว แล้วก็ผ่านไป
เจอทุกข์แล้วถึงเจอสุข
ในช่วงที่บวชอยู่.. มีการปฏิบัติธรรม 15 วัน
บารมี ขันติ
เนื่องจากที่จัดโครงการนี้อยู่ห่างจากเมืองไป 13 กิโลเมตรกว่า แต่ต้องเดินไปเพื่อเป็นการ
เดินธุดงค์ผ่านเมือง ดีใจมากๆที่จะได้เดิน เพราะเป็นครั้งแรก ฉันเพลเสร็จ พระอาจารย์ที่วัดประกาศ เราจะเดินทางไปที่ปฏิบัติธรรมในโครงนี้ประมาณ บ่าย 2 โมง เพราะตอนนี้ แดดยังร้อนอยู่ ....
พอถึงเวลา เรียกรวมพระมายืนรวมกัน แล้วพระอาจารย์ก็ให้จัดแถวเพื่อที่จะให้เดินตามกัน
ถึงตอนนี้สิครับ ....... ไม่ใส่รองเท้า บอกว่าจะเอาบารมี ..
เราได้ยิน.. เฮ้ย เขาทำได้กูก็ทำได้ (คิดในใจ) พอเริ่มเดินเท้าเปล่าผ่านเมือง โยมที่มองเห็นพระเดินธุดงค์ จีวรสีกลัก ต่างก็พนมมือ แดดก็ร้อน ฝ่าเท้าก็เริ่มมีอาการแล้ว ครับผ่านมาได้ประมาณ7 กิโลเมตร เดินด้วยเท้าเปล่า เท้าก็ปวด ถนนเป็นลูกรังอีก ไม่ใช่ทางเรียบ แดดก็ร้อนเหงื่อไหล ได้บารมีสมใจจริงๆ ครับ เพราะชอบท้าทายและชอบคิดว่าคนอื่นทำได้ ทำไมเรา
จะทำไม่ได้ โยมข้างทางเห็นต่างก็พูดเสียงทำให้เราได้ยิน พระๆๆท่านไม่ใส่รองเท้าด้วย มี อยู่ 3 องค์ที่ไม่ใส่รองเท้า 1 ในนั้นคือเรา ถึง ศาลา กลางหมู่บ้าน หยุดพักเพราะมีโยมมาถวายปานะ มองดูฝาเท้าเอง แดงไปหมด พระที่ท่านถามโยมว่าอีกไกลไหม โยมบอกว่า อีก ประมาณ 7 กิโลเมตร ได้เวลาเดินต่อ ทางเดินข้างหน้า ถนนรุกรังหินแดงด้วย มองดูองค์ที่ไม่ใส่รองเท้าท่านก็ยังทำได้เราก็อื่ม...อีกนิดเดียวก็ได้บารมีแล้ว ร้องเท้าไม่ใส่ (รองเท้าอยู่ในย่าม) แต่เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่โหดร้ายมากๆ เพราะว่ามีเศษหิน ใหญ่เล็ก ตามเส้นทางตลอด .... อย่าลืมว่าเราเดินทางมาเป็น 10 กิโลเมตรด้วยเท้าเปล่าถนนลาดยางบ้าง หินบ้าง ทรายบ้าง แต่ ณ ตอนนี้ ฝ่าเท้านี้แดงและปวดมาก เดินต่อ ใจจรดกลางท้อง ตรงลิ้นปี่ ท่องคำว่า ปวดหนอ ๆๆๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อข่มเวทนา ตอนนั้น อาการปวดเริ่มเวทนาขึ้นเรื่อยๆ ต้องกัดฟันสู้ ตานี้ไม่อยากมองอะไร สายตาจ้องมองที่พื้นตลอดย่างก้าว
ภาพๆ หนึ่งขึ้นมาต่อหน้า เวรกรรม
เป็นภาพที่เคยไปแกล้งเพื่อนพระด้วยกัน เรื่องมีอยู่ว่าพระเพื่อนนอนอยู่ เราจับตุ๊กแกได้ แล้วก็ถือไปหาพระเพื่อนที่นอนอยู่แล้วก็ปลุกเรียกให้ลุก พอเห็นในมือที่เราถืออยู่มันคือตุกแก เท่านั้น กระโจนเต้นร้องโวยวายด้วยความกลัว แล้วก็วิ่งออกไป ไอ้เราก็ตกใจ แต่ที่ตกใจกว่านั้น คือ พระเพื่อน เหยียบแก้ว รอยเลือดเต็มเท้า เต็มพื้น เจ้าตัวก็ตกใจ ต่างคนต่างตกใจ ดีที่โยมอยู่แถวนั้น พานั่งซ้อนมอเตอร์ไซร์ไปหาหมออนามัย นึกแล้วโคตรเสียใจ โทษตัวเอง พอพระเพื่อนกลับมาก็ต้องรีบขอโทษขอโพยยกใหญ่ เรื่องราวไปเร็วกว่า ไอทีวี ดังถึงโยมๆ ทั้งอายทั้ง ไม่รู้จะพูดยังไง ภาพนี้ ขึ้นมากรรมที่ทำให้พระต้องเลือดตกยางออก เพราะ ตอนนี้ กำหนดยังไง เวทนาก็ยิ่งทวีปวดมากขึ้น น้ำตาของความเจ็บปวดออกมาพร้อมกับเหงือที่ไหลไม่หยุดเรื่อย ๆ ฝ่าเท้าที่เหยียบลงไปสัมผัสกับก้อนหินตามทางมันเหมือนกับว่า เนื้อตรงฝ่าเท้ามันจะหลุดติดพื้นถนนที่เราเดิน เลือดแดงติดกับพื้นตลอดทาง มันปวดมากๆๆ ปวดจริง ทั้งภาพที่เคยแกล้งเหยียบแก้วมาตอกย้ำทำให้สมน้ำหน้าตัวเอง เวรกรรมจริงๆ ใจจรดมาที่กลางท้อง ท่องภาวนา ปวดหนอๆๆๆ รัว ๆ จนไม่รู้จะรัวยังไง ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว เสียงที่ได้ยิน ทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้สักหน่อย แต่ก็เหมือนยิ่งใกล้ เท้าก็ยิ่งปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นอาการที่รู้คือ ฝ่าเท้าต้องแตกและเลือดไหลมาตลอดทาง พอถึงจุดหมาย 15 กิโลเมตร โยมตั้งจุดถวายน้ำปานะ พระท่านก็เดินเป็นแถวต่อกันสักระยะ รับน้ำปานะมา แล้วก็ไปนั่งทั้งปวดทั้งทรมาน สั่นสะท้านไปทั้งตัว หาที่นั่งวางกลด แล้วก็นั่งลง ยกฝ่าเท้ามาดู คิดว่าเลือดคงแดง แต่ๆๆๆ ไม่มีรอยแตก แต่ฝ่าเท้านี้แดงมาก แต่ก็ทำเอางงมากๆ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เพราะความรู้สึกที่เดินมาและฝ่าเท้าสัมผัสมันไม่ใช่ งง กับตัวเองอย่างมาก และฝ่าเท้าพองต้องเจาะเอาน้ำออก ฉีกหนังออก โอ้ เจอน้ำก็ไม่ได้ แสบ สะท้านอีกแล้ว กรรรมจริงๆ
ผ่านไปจนได้
เชือกขึงกับต้นไม้เสร็จ เอากลดเกาะไว้มัดให้แน่น เสื่อผืน แล้วก็ย่ามพระธุดงค์ที่เตรียมมา
แค่นั้นเอง ได้เวลาปฏิบัติ พระเกจิดังๆ ตอนนั้นมากจากแถวกรุงเทพ พิธีกรใช้ชื่อ ว่าเจ้าคณะภาคหนเหนืออะไรทำนองนี้แหละ ชื่ออะไรจำไม่ได้ ไม่ใส่ใจ สนใจอย่างปฏิบัติธรรม
ความสุขค่อยๆ เริ่มขึ้น
วันนั้นหลังเพลเสร็จ เอาเสื่อไปปูนั่งกลางลาน ตอนนั้นยังมีร่มจากต้นไม้อยู่พอนั่งสักพัก ใจเริ่มมีความสุขในการนั่ง แดดก็สว่างมา รู้หมด ร้อนข้างนอกแต่เย็นข้างในมีความสุขมาก คนอื่นลุกยังไงรู้หมดแต่เรามีความสุขมาก ประมาณ 3 ชั่งโมงกว่า พระอาจารย์ เลิกนั่งเตรียมสรงน้ำช่วงเย็น เรามีความสุขมากไม่อยากเลิก เพราะความสุขแบบนี้ไม่เคยเจอมาก่อน
(เราอยู่ในสายตาพระอาจารย์ โดยไม่รู้ตัว ) สรงน้ำเสร็จ พระอาจารย์ก็เดินมาตรวจยังกลดที่พักของพระทุกรูปแล้วก็แวะมาคุย หรือที่เรียกว่าสอบอารมณ์ (แต่ในขณะนั้น เรายังไม่รู้จักคำว่า อินทรีย์) ท่านบอกว่า อินทรีย์เรายังไม่แก่กล้า ท่านพูดทำนองว่าเหมือนไม่เชื่อ ที่เล่าให้ฟัง
คืนนี้ ก็เลยตั้งใจว่า กูจะนั่งให้มันได้ หลัง 3 ทุ่มกลับมาจากจุดรวม มาที่กลด อธิฐาษ ต่างๆ เสร็จ ก็ตั้งใจนั่งสมาธิไปเรื่อย ภาวนา หยุบ หนอ พองหนอ ถ้าปวดตรงไหนก็จะภาวนาว่าปวดหนอๆๆ มีเวทนาเกิดขึ้นเรื่อย และก็แรงขึ้น ปวดตรงน่องข้างซ้าย ปวดมากๆ เราปวดหนอๆๆๆๆรัวๆ เพราะจะไม่ขยับไม่ลุก อธิฐานไว้ก่อนนั่ง พอมันปวดข้างนี้เสร็จมันก็หาย แล้วก็มาอีกข้างเป็นอย่างนี้สลับกันไปมา น้ำตาก็ไหล กัดฟันกรามอดทนสู้กับความปวดอย่างมากๆๆ พละกำลังเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ด้วยถูกเวทนาครอบงำ สักพักมันมาอีกแล้วตรงน่องขา ครั้งนี้ โคตร ๆ
หนักเลย เจ็บปวดมากๆ ไม่ขยับแต่ตัวนี้ บิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดน้ำตาไหล กัดฟันจนมันสะท้านไปทั่ว กระหน่ำยาวเลยตอนนี้ ปวดรัวๆ ไม่ยอมถอยเอาขาออกจากกัน มันทรมานเกินคำบรรยาย มากๆ จนถึงสุดท้าย อุทานออกจากในกลางตัวเองว่า กูไม่เอาใครทั้งนั้นแล้ว พ่อแม่กูก็ไม่เอา ตายเป็นตาย คำนี้หลุดเท่านั้น มันเหมือนกับ เชือกถูกดึงขาดสะบั้น อาการที่ปวดเมื่อกี้มันหายไปไหนก็ไม่รู้ ปีติมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะ เขียนถึงตรงนี้ยังขนลุกเลย มันหายไปไหนความปวดที่ทรมานเมื่อกี้ ร่างกายเย็นขึ้นมาเรื่อยๆ นั่งอมยิ้มมีความสุขมากๆ นี้เขาเรียกว่าอะไรเราก็ไม่รู้แต่กว่าจะผ่านด่านความเจ็บปวดจนร่างกายสั่นสะท้านนี้ ถ้าใจไม่เด็ดเดี่ยวพอสู้ไม่ได้ สุขที่ยากจะจินตนาการณ์ได้ แต่ที่ยิ่งสุขกว่านั้นนี่สิ..........
ติดตามตอนต่อ.............................................






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น